วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2553

วิธีทดสอบความเก๋าของ Anti-Virus ในเครื่อง

วิธีทดสอบความเก๋าของ Anti-Virus ในเครื่อง
1. เปิดโปรแกรม NotePad ขึ้นมา (ไว้ที่หน้าจอ Desktop จะสะดวกสุด)
2. Copy โค้ดด้านล่างไปใส่ใน NotePad
X5O!P%@AP[4\PZX54(P^)7CC)7}$EICAR-STANDARD-ANTIVIRUS-TEST-FILE!$H+H*
3. Save เป็นชื่อ virus.com
ถ้าใคร Save แล้วโปรแกรม Anti-Virus คุณเตือนแสดงว่า "ยังเก๋า" อยู่
4. แล้วลองรันดู
ถ้า Anti-Virus ไม่แจ้งว่าเป็นไวรัสก็แสดงว่า ถึงเวลาเปลี่ยน Anti-Virus เพราะว่ามันไม่ค่อยมีประสิทธิภาพในการตรวจจับ

ปล. วิธีนี้ไม่มีอันตรายกับเครื่องครับ เพราะมันเป็นวิธีทดสอบ Anti-Virus ของ เราเท่านั้น ไม่ใช่ไวรัสจริงๆ

วันพุธที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Blog 4/3

นายเทพปรีชา  นนท์สะเกตุ
นายประธาน   ประเสริฐศิริ
นางสาวจันทร์ฉาย  นามบรรหา
นางสาวสุลัดา  โยนอก
นายกฤษณะ   ถานโอฬาร
นายบุญชัย   ศักดิ์ดา
นายอาทิตย์   งามแสง
นายอดิศักดิ์   หมู่แสนกอ
นางสาวชรินรัตน์  สิงห์วงค์  http://charinrut.blogspot.com/
นางสาวพัชรา  นารถชมสา
นางสาวสงกรานต์  พรมภักดิ์
นายอานนท์   คะแก้ว
นางสาวกันทิมา  วงศ์บุราณ
นายพงศธร    พิมพ์ลุน
นางสาวจีระยา  แตงชัยภูมิ
นางสาวปิยนันท์  สอนสูญ
นางสาวมนทิรา  ลามทุม
นางสาววรรณภา  เพชรนาค
นางสาวรุ่งนภา  บุตรดา http://runghapha.blogspot.com/
นายคำรณ  เหล่านายอ
นายชัยโย  เพียรภายลุน
นายนันทวัฒน์  ปราศัยงาม
นายพงศ์ดนัย  กิ่งพรมภู
นายวรชน  ตาลทรัพย์
นายวรพจน์   ศักดิ์ดา
นายศักดาวุธ  ลมพัด
นายศักดิ์สิทธิ์  คนขำ
นายศิริศักดิ์   ทับส่ง
นายสถาพร   แก้วอุดร
นายสุระศักดิ์    จานศรีเพ็ง
นายอดุลวิทย์   ตรงดี
นางสาวนฤมล  ชาวหา http://fasai0807539076.blogspot.com/
นางสาวเวนุการ์  จันทองพะเนาว์
นางสาวณฤทัย  นาศิริ
นางสาวอริสา   ชะนะบุตร
นางสาววิภาภรณ์  ทับทิม

Blog 4/2

นายอัครพล  สุมาลี
นางสาวสุธิดา ชาศรี
นางสาวอรัญญา  คันธารส
นางสาวรุ่งระวี  โสมประโคน
นายพันธ์ศักดิ์  แก้วศรี
นายอัฐพล  คำผาย
นางสาวเด่นนภา  พรประทาน  http://domonpopplaygmailcom.blogspot.com/
นางสาวปรารถนา โทรัตน์  http://www.bowling-023enhotmailcom.blogspot.com/
นายสมพร   มนทะการ
นางสาวปิยพร  จันผาย
นางสาวลัดดาพร  น้ำแก้ว
นางสาวชาลีรัตน์  เลิศล้ำ http://do47.blogspot.com/
นางสาวทิพย์เกษร  เทียมกลาง  http://domonteenedragon.blogspot.com/
นายคาลวี  แสนสุริวงศ์
นายสันติภาพ  พลเยี่ยม
นายอุทัย  สีงาม  http://uthai-pong.blogspot.com/
นางสาวกรรณิการ์  อรกุล
นางสาวจันทร์จิรา  ลามทุม
นางสาวจันทร์ทะนา  ฮังโยธา  http://cat4944.blogspot.com/
นางสาวจิรภา      เตโซ
นางสาวจุฑาพร  น้อยสุวรรณ http://fern-25531.blogspot.com/
นางสาวจุฬา  นารถชมสา
นางสาวตะวันฉาย  ชมชื่น http://tawanshinegoonggi.blogspot.com/
นางสาวนิชนันทน์  ชีด้าม http://nichanan38.blogspot.com/
นางสาวพรศิริ  หลินภู
นางสาวภัสวรรณ  ยอแสง
นางสาวมนฤดี  กาวี http://monruedee83-monruedee83.blogspot.com/
นางสาวรัชนีกร  ดวงปากดี  http://domedan.blogspot.com/
นางสาววาสนา  หลินภู
นางสาววิภาวรรณ  วงเวียน
นางสาววีนัส  ชมพูวิเศษ
นางสาวศุภารัตน์  เชียงพรม
นางสาวสาวิตรี  สุวรรณ์นคร http://sawitree15hotmailcom.blogspot.com/
นางสาวสุดาวัลย์  วรรณเสน
นางสาวสุภัคษร  โถคำนาม  http://tonaor16.blogspot.com/
นางสาวสุมิตรา  หลินภู
นางสาวอรอุมา  ชีแพง  http://aonuma444.blogspot.com/
นางสาวอัญชาณา  แสงมืด

วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Blog 4/1

นายยุทธชัย หาไชย http://mememejung.blogspot.com
นายสุดที่รัก โพพนม www.tiruk15.blogspot.com
นางสาวกรรณิการ์ ฤทธฺิรุ่ง www.Jukkaduy.blogspot.com
นางสาวนิตยา ศรีสิงห์ www.tangnaruk13.blogspot.com
นางสาวนุสบา ครุฑสุวรรณ www.nutsba.blogspot.com
นางสาวปัทมวรรณ ชีด้าม www.Patama13.blogspot.com
นางสาวพลับพลึง สังสนา www.newyear7139.blogspot.com
นางสาวสุชาดา โจ๊ะประโคน www.Dajung2010.blogspot.com
นางสาวอรุณรัตน์ ใหมคำ www.poopae678.blogspot.com
นายอภิลักษณ์ หม่อมพะเนาว์ www.Zoo-Ruk.blogspot.com
นางสาวกลรัตน์ เมืองศรี www.korhyper52.blogspot.com

นางสาวประภัสสร ยาทองไชย www.praputson2.blogspot.com
นางสาวพรวิมล นามโต www.Namtho999.blogspot.com
นางสาววาสนา สันทัน www.Santan9899.blogspot.com
นางสาวเสาวลักษณ์ คำผุย www.Swlkkhampui.blogspot.com
นายอภิสิทธฺิ์์์์ บัวชิต www.apisit-loveyou.blogspot.com
นางสาวจันทร์มณี จรัสแสง www.Koonstitchclub.blogspot.com
นางสาวจิตหทัย แดนรักษ์ www.Thaicok.blogspot.com
นางสาวประภัสสร งามแสง www.Tungtonnalove.blogspot.com
นางสาวพิมพ์ภัค ไกรเกียรติสกุล www.Pimpakk486.blogspot.com
นางสาวสุภาพร เพ็ชรไชย www.petchai222.blogspot.com
นางสาวสุภาลัย วงไชยา www.kimhyonjung.blogspot.com
นางสาวสุรัสวดี โมครัตน์ www.surut16.blogspot.com
นางสาววรรณพร ตั้งซุยยัง http://forgetmenot-fernway.blogspot.com/
นางสาวเกวลิน ศรีทิน www.sorry-lin.blogspot.com
นางสาวมินตรา ชีด้าม www.Mintra-abnormal.blogspot.com
นางสาวเสาวลักษณ์ หาไชย www.DowandMak.blogspot.com
นางสาวอารดา แฮนหลุน www.Cheesekra.blogspot.com

นางสาวสุภาพร โถชัยคำ http://www.aeandtomo.blogspot.com/
นางสาวขวัญใจ พรหมพิมพ์ www.pigredclub14.blogspot.com
นางสาวปฏิญญา แฮนหลุน http://piew88.blogspot.com/
นางสาวกัญญาวีร์ หลินภู www.tukinpo.blogspot.com
นางสาวจริยา ซีด้าม www.Toulex.blogspot.com
นางสาวณัฐพร ลอยพิลา www.loypila.blogspot.com
นางสาวสมพร เรืองจรัส http://www.kapuknang.blogspot.com/
นางสาวอมรรัตน์ วรพงษ์ http://may-rrhung.blogspot.com/
นายอธิวัฒน์ เปล่งศรี www.Bigbody11.blogspot.com

วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เที่ยวเขื่อน::เขื่อนคอนกรีตบดอัดยาวที่สุดในประเทศไทยและในโลก



เขื่อนขุนด่านปราการชล
เขื่อนขุนด่านปราการชล อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่บ้านท่าด่าน ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก
สร้างขึ้นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากที่เกิดกับประชาชนชาวนครนายก
และจังหวัดใกล้เคียง
ตัวเขื่อน ประกอบด้วยเขื่อนหลักและเขื่อนรองสร้างด้วยคอนกรีตบดอัด ปัจจุบันเป็น เขื่อนคอนกรีตบดอัดที่มีความยาว
ที่สุดในโลก มีความยาวรวม 2,593 เมตร ความสูง ( สูงสุด ) 93 เมตร

รับน้ำที่ไหลจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ผ่านน้ำตกเหวนรกลงสู่อ่างเก็บน้ำมีความจุ 224 ล้าน ลบม.
ประโยชน์ มีน้ำในการทำเกษตรกรรม การอุปโภคบริโภค แก้ปัญหาดินเปรี้ยว เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา และบรรเทาอุทกภัย
เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของนครนายก นักท่องเที่ยวสามารถชมอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้จากบริเวณสันเขื่อน จะเห็นทิวทัศน์ด้านหน้าเขื่อน และชมทิวทัศน์เมืองนครนายกด้านหลังเขื่อน
คุณค่า เขื่อนขุนด่าน ฯ สร้างขึ้นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงเป็นสิ่งก่อสร้างหนึ่งที่แสดงถึง พระมหากรุณาธิคุณ ที่มีต่อพสกนิกรชาวนครนายกและชาวไทย
โครงการแก่งเทียมเพื่อการท่องเที่ยวและกีฬา และเป็นสนามสลาลอมนานาชาติ
เป็นแห่งเดียวในภูมิภาคนี้ สร้างกิจกรรมท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบกา ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดนครนายก เพิ่มขึ้น
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
งานประชาสัมพันธ์สำนักงานก่อสร้าง 5 (โครงการท่าด่าน) (แผนที่ไปเขื่อน)
การเดินทาง
รถยนต์ จากกรุงเทพ ฯ ( ทางหลวงหมายเลข 305 หรือ 33) – นครนายก – (น้ำตกนางรองใช้ถนนหมายเลข 3049) – ผ่านอุทยานวังตะไคร้ – เลี้ยวขวาเข้าถนนสู่ตัวเขื่อน
รถโดยสารประจำทาง จากกรุงเทพ ฯ – นครนายก มีบริการรถโดยสารประจำทางทั้งรถธรรมดาและรถปรับอากาศ ออกจากสถานีขนส่งสายเหนือ (ถนนกำแพงเพชร 2) ทุกวัน สอบถามได้ที่ โทร .0-2936-3660, 0-2936-3666
เปิดให้ขึ้นชมบริเวณสันเขื่อนตั้งแต่เดือนเมษายน 48
เขื่อนขุนด่านฯ ตู้ ปณ. 4 ต.หินตั้ง อ.เมือง นครนายก 26000
โทรศัพท์ 0 3738 4208-9 โทรสาร 0 3738 4210

เขื่อนขุนด่านปราการชล
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2549 ครบรอบ 5 ปี วางศิลาฤกษ์เขื่อนคลองท่าด่านและวโรกาส
ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทาน ชื่อเขื่อนคลองท่าด่าน “ เขื่อนขุนด่านปราการชล ”
กับมีพระกระแสให้ติดป้ายโลหะจารึกประวัติของขุนหาญพิทักษ์ไพรวัน ณ บริเวณเขื่อน เพื่อเชิดชูเกียรติคุณ
ให้ปรากฏนับเป็น พระมหากรุณาธิคุณยิ่งแก่กรมชลประทาน และชาวจังหวัดนครนายก ขอพระองค์ทรงมี
พระชนม์พรรษายิ่งยืนนาน ป็นมิ่งขวัญของปวงประชาตลอดกาล
เขื่อนขุนด่านปราการชล เป็นชื่อพระราชทานที่ได้นำตำนานเจ้าพ่อขุนด่านในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา
แห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อพม่าบุกไทยชาวเขมรลักเสบียง รังแกคนไทย หัวหน้าที่ชาวบ้านเรียกว่าขุนด่าน
จะใช้ม้าเร็วรับส่งข่าวรายงานไปยังกรุงศรีอยุธยา
ภายหลังสมเด็จพระนเรศวรมหาราชประกาศอิสรภาพจากพม่าพระยาละแวกตีตลบ หลังไทยกวาดต้อน
ขนทรัพย์สินมีค่าไปเมืองเขมร ขุนหาญพิทักษ์ไพรวันหรือขุนด่านทราบข่าวกองทัพเขมรจะตีนครนายก
ได้รวบรวมคนไทยซุ่มรอคอยโจมตี ทัพพระยาละแวกอย่างห้าวหาญ จนทัพเขมรแตกพ่ายไป
ต่อมาเมื่อขุนด่านถึงแก่อนิจกรรม ชาวบ้านได้ร่วมใจสร้างศาลาประดิษฐานอัฐิไว้ ณ บริเวณเขาชะโงก
ตำบลพรหมณี อ.เมือง จ.นครนายก ปัจจุบันเป็นโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ
เกียรติคุณขุนด่านที่เล่าขานกันตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาจะจารึกไว้ในความทรงจำชั่วลูกหลานให้ระลึกถึง
คุณงามความดีของท่านตราบนานเท่านานไว้ที่เขื่อนขุนด่านปราการชล เสมือนเป็นกำแพงคอนกรีต
ปรากฏการมหึมา ความยาว 2549 เมตร สูง 93 เมตร ขวางกั้นลำคลองท่าด่านที่มีน้ำไหลเข้ามา
เก็บกักได้ถึง 224 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อการชลประทานให้กับการเกษตรกรรมใน พื้นที่ 185 ,000 ไร่
และการท่องเที่ยว ซึ่งในอนาคต เศรษฐกิจของจังหวัดนครนายกจะรุ่งเรืองเจริญก้าวหน้า สร้างรายได้
แก่ชุมชน มีชื่อเสียงแพร่กระจายเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

"ฮาร์วาร์ด" ซิวแชมป์มหาวิทยาลัยดีที่สุดในโลก "ไทย" ชวดไม่ติด 500 อันดับแรก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รายงานการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของโลกประจำปี 2010 (ARWU) ระบุว่า มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ยังคงครองแชมป์มหาวิทยาลัยของโลก เป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยของสหรัฐฯ  แต่ก็แสดงให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยของจีนกำลังปรับตัวดีขึ้น


แอนเนนเบิร์ก ฮอลล์, มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด

รายงาน ARWU ซึ่งมีการเผยแพร่ โดยศูนย์การประเมินมหาวิทยาลัยระดับโลกของมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ เจียวถง นับตั้งแต่ปี 2003 ระบุว่า สหรัฐฯ มีจำนวนมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลกมากที่สุด โดยมีมหาวิทยาลัย 8 แห่ง ติดอันดับท็อปเท็น และอีก 54 แห่ง อยู่ใน 100 อันดับแรก
มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ที่ติด 10 อันดับแรกของมหาวิทยาลัยโลก นอกเหนือจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ได้แก่ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์, สแตนฟอร์ด, สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซ็ตต์, สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย, พรินซ์ตัน, โคลัมเบีย และชิคาโก ส่วนมหาวิทยาลัยเยล อยู่ในอันดับที่ 11


มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

มหาวิทยาลัยของอังกฤษที่ติดอันดับที่ดีที่สุดคือ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งหล่นจากอันดับ 4 เมื่อปีที่แล้ว มาอยู่ที่อันดับ 5 ในปีนี้ และอ็อกซ์ฟอร์ดยังคงครองอันดับ 10 ขณะที่โดยรวมแล้วมหาวิทยาลัยของอังกฤษที่ติดอันดับ 500 อันดับแรกของโลก มีจำนวนลดลงมาอยู่ที่ 38 แห่ง จากเดิม 40 แห่ง
แต่จากการจัดอันดับดังกล่าว แสดงให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยในเอเชียได้ติดอันดับโลกมากขึ้น โดยมีมหาวิทยาลัย 106 แห่ง จากภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค ที่ติดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก 500 อันดับแรก
ขณะที่วิธีการจัดอันดับยังคงเหมือนเดิมนั้น มหาวิทยาลัยของจีนที่อยู่ในกลุ่ม 500 อันดับแรก ก็มีจำนวนสูงถึง 34 แห่งในปีนี้ ซึ่งมากกว่าเดิม 2 เท่าจากปี 2004 ซึ่งมีเพียงแค่ 16 แห่ง มหาวิทยาลัยเจียวถง ระบุในแถลงการณ์ฉบับหนึ่ง
มหาวิทยาลัยของจีนที่อยู่ใน 200 อันดับแรก ได้รวมถึง มหาวิทยาลัยปักกิ่ง, ซิงหัว และมหาวิทยาลัยไชนีส ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ ฮ่องกง โดยมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ก็ติดใน 200 อันดับด้วย


มหาวิทยาลัยปักกิ่ง

ทั้งนี้ ARWU ได้ใช้ปัจจัยชี้วัด 6 ประการ ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลก ซึ่งรวมถึง จำนวนศิษย์เก่า และบุคลากรที่ได้รับรางวัลโนเบล, จำนวนนักวิจัยที่มีชื่อเสียง, จำนวนบทความที่มีการเผยแพร่และได้รับการระบุถึงในวารสารชั้นนำ และผลการเรียนต่อคนเทียบกับขนาดของมหาวิทยาลัย
การจัดอันดับดังกล่าว ซึ่งมีการประเมินมหาวิทยาลัยกว่า 1,000 แห่งในแต่ละปีนั้น จะให้ความสนใจอย่างมากต่อความสำเร็จในการวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์


มหาวิทยาลัยโตเกียว

สำหรับภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค มหาวิทยาลัยโตเกียวมีความโดดเด่นเช่นเคย โดยได้ครองอันดับที่ 20 อีกครั้ง ตามด้วยมหาวิทยาลัยเกียวโต ในอันดับที่ 24 อย่างไรก็ตาม การปรับตัวโดยรวมของญี่ปุ่นนับว่าแย่ลง โดยมีมหาวิทยาลัยเพียง 25 แห่ง ที่ติด 500 อันดับแรก ซึ่งลดลงจาก 31 แห่งในปีที่แล้ว
จากผลการสำรวจ ไม่พบว่ามหาวิทยาลัยใดๆของไทยติดอยู่ใน 500 อันดับแรกแต่อย่างใด

มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก 10 อันดับแรก

อันดับ            มหาวิทยาลัย                               ประเทศ

1                มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด                          สหรัฐอเมริกา
2                มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์        สหรัฐอเมริกา
3                มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด                       สหรัฐอเมริกา
4                สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซ็ตต์            สหรัฐอเมริกา
5                มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์                          สหราชอาณาจักร
6                สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย               สหรัฐอเมริกา
7                มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน                           สหรัฐอเมริกา
8                มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย                           สหรัฐอเมริกา
9                มหาวิทยาลัยชิคาโก                              สหรัฐอเมริกา
10              มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด                       สหราชอาณาจักร

วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ด้วงกว่าง or แมงคาม


ลักษณะทางกายภาพ

แมลงกว่างหรือด้วงกว่างเป็น แมลงปีกแข็ง ตัวค่อนข้างใหญ่ ลักษณะคล้ายด้วงแรดมะพร้าว ลำตัวแข็งและนูน สีดำเป็นมัน รูปร่างรูปไข่ ขามีปล้องเล็กๆ 5 ปล้อง หนวดเป็นแบบแผ่นใบไม้ มี 3-4 ปล้อง ปล้องสุดท้ายมีลักษณะคล้ายใบไม้ 3-4 แผ่น รวม กันกลายเป็นลูกกลม จำนวนปล้องหนวดมีทั้งหมด 8 – 11 ปล้อง และตามผิวมีส่วนที่เป็นหนามใหญ่ ตัวผู้มีเขาใหญ่ยื่นตรงออกมาจากหัว ใช้สำหรับต่อสู้ศัตรู เมื่อพบศัตรู ซึ่งมักเป็นกว่างตัวผู้ด้วยกัน ก็จะเดินเข้าหากันใช้เขาดันกันไปมา ตัวไหนสู้ไม่ได้ก็ถอยไป ถือว่าเป็นฝ่ายแพ้ตัวอ่อน หรือตัวหนอน สีขาวตัวอ้วน ตัวงอเป็นรูปเหมือนตาขอ

แหล่งที่พบ

ด้วงกว่างอาศัยอยู่ในดิน กินมูลของซากพืชหรือซากสัตว์ ตัวหนอนด้วงอาศัยอยู่ในดิน ระยะแรกก็อยู่ตามเศษซากพืชทับถมในบริเวณที่ร่มที่มีความชื้นสูง ระยะถัดมาขุดดินฝังตัวอยู่ลึกประมาณ 7.5 – 15.0 เซนติเมตร ระยะหนอนด้วงใช้เวลาประมาณ 58 – 95 วัน มี 3 ระยะ คือ ระยะก่อนเข้าดักแด้ 3 – 6 วัน แล้วจึงลอกคราบเปลี่ยนเป็นดักแด้ ซึ่งในระยะนี้ใช้เวลา 11 – 14 วัน ต่อมาก็ออกเป็นตัวเต็มวัย ออกหากินในเวลาตั้งพลบค่ำเป็นต้นไป และพบมากในเวลากลางคืน ส่วนในเวลากลางวันก็หลบซ่อนตัวอยู่ในดินมากกว่าที่อื่น ระยะตัวเต็มวัยเพศผู้และเพศเมียประมาณ 18 และ 28 วัน ตามลำดับ
ประโยชน์และความสำคัญ
ส่วนมากชาวบ้านนิยมนำด้วงกว่างมารับประทานโดยการจี่ ให้ด้วงกว่างมีความกรอบ แล้วนำมารับประทานกับข้าวเหนียว จ้ำน้ำพริก

วงจรชีวิตของกว่าง

กว่าง มีวงจรชีวิตประมาณ 1 ปี คือช่วงต้นฤดูฝน ในระยะที่เป็นตัวหนอนหรือ ตัวด้วงจะมีสีขาว ตัวโต มีความยาวประมาณ 5 - 6 เซนติเมตร และเส้นรอบวง ประมาณ 1 นิ้ว ในช่วงนี้จะอยู่ในดินชอบกินเศษใบไม้ผุ ตอไม้ หรือต้นไม้ที่ผุ เป็นการช่วยธรรมชาติใ นการย่อยสลายใบไม้ ต้นไม้ ให้กลายเป็นปุ๋ยแก่ดินได้เป็นอย่างดี

ต่อมากลายเป็นดักแด้ และตัวเต็มวัยเป็นวัยเจริญพันธุ์พร้อมสืบเผ่าพันธุ์ได้ ในช่วงที่เป็นตัวหนอนถึงตัวเต็มวัยใช้เวลาประมาณ 1 - 2 เดือน ก่อนที่จะถึงฤดูฝน เมื่อฝนตกลงมาทำให้ดินอ่อน ด้วงกว่างที่เจริญเติบโตเต็มที่ก็จะดันดินออกมาสู่โลกภายนอก เพื่อหาแหล่งอาหารใหม่ และเพื่อการผสมพันธุ์ กว่างตัวผู้ที่แข็งแรงเท่านั้นที่มีโอกาสรอดเพื่อการผสมพันธุ์ โดยกว่างจะต่อสู้เพื่อแย่งชิงตัวเมีย และฝ่ายที่ชนะก็จะได้รับรางวัลได้ผสมพันธุ์กับตัวเมีย เป็นการคัดเลือกสายพันธ์ที่ดีตามธรรมชาติ ใช้วงจรชีวิตช่วงนี้ประมาณ 4 เดือน พอเข้าในฤดูหนาว กว่างตัวเมียหลังจากผสมพันธุ์ ก็จะขุดดินแล้ววางไข่ ส่วนตัวเองก็จะตาย ไข่ก็ฟักเป็นตัวหนอน เป็นดักแด้อาศัยอยู่ใต้ผิวดิน จนถึงต้นฤดูฝนก็จะขุดดินขึ้นมาผสมพันธุ์ดำรงชีวิตสืบลูกหลานต่อไป

ข้อมูลการเลี้ยง
วัสดุอุปกรณ์การเลี้ยง 
1.กล่องพลาสติกหรือตู้ปลาเก่าๆสภาพพอใช้ที่มีฝาปิดสักหนึ่งใบ (ควรสูงอย่างน้อย1ฟุตและกว้างอย่างน้อย6นิ้วกำลังดี)
2.
ดินก้ามปู หรือจะใช้ไม้บดสูตรเฉพาะสำหรับเพาะด้วงกว่างซึ่งผลิตขึ้นจากวัตถุดิบจากธรรมชาติซึ่งตรงนี้ทางเว็ปของเรามีบริการท่านอยู่ 
3.
ท่อนไม้หรือเปลือกไม้ชิ้นเล็กๆสักอันไว้ให้ด้วงเกาะ(หากด้วงหงายตัวไม่ได้ก็จะดิ้นจนตาย)  
 
 

ขั้นตอนการเพาะ
1.
นำดินก้ามปูหรือ วัสดุรองพื้นมาผสมน้ำเล็กน้อย เอาให้ชื้นให้แฉะเพียงเล็กน้อย
2.
แบ่งตู้เพาะเลี้ยงเป็น2ชั้น โดยชั้นแรกให้อัดวัสดุปูพื้นจนแน่นให้หนาประมาณ8 - 10 เซนติเมตร และชั้นที่2ก็ปูวัสดุปูพื้นตามปกติโดยให้สูง3 - 4 นิ้ว 
3.
นำเปลือกหรือขอนไม้มาวางไว้ตรงส่วนกลางของตู้เพื่อให้ด้วงเกาะ
4 .
จากนั้นจึงปล่อยพ่อ - แม่พันธุ์ลงไป
5. 
จากนั้นคอยสังเกตดูทุกๆ17 - 25 วันรอดูว่ามีหนอนตัวเล็กๆอยู่ในตู้หรือไม่โดยปกติแล้วพวกหนอนจะอาศัยกินวัสดุปูพื้นหรือไม้บดอยู่บริเวณส่วนล่างสุดของตู้เพาะ    
 

การให้อาหาร 
     โดยปกติแล้วจะให้อ้อยแต่การปลอกอ้อยที่ดีนั้นผมเองผมแนะนำว่าให้ตัดแค่หัวกับปลายเท่านั้นเพราะถ้าปลอกหมดมดขึ้นแน่หรือไม่ก็เก็บไว้ได้ไม่นานเพราะโดยปกติแล้วสังเกตุไหมครับว่าแค่ปลอกทิ้งไว้5วัน จะมีสีส้มๆหรือราขึ้นแต่วิธีตัดหัวกับปลายจะช่วยประหยัดอาหารไปอีกนิดหน่อย แต่ก็ถือว่าเป็นการดีเพราะถึงจะยืดเวลาการใช้อ้อยจากเดิมไปได้ไม่นานก็จริง แต่!!! ก็ลดเงินค่าอาหารด้วงไปได้อีกเยอะพอสมควร           
 

เลี้ยงแบบเรียนรู้ทำได้อย่างไร 
การเลี้ยงด้วงที่ดีผู้เลี้ยงควรมีการจดบันทึกระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงของวงจรชีวิตด้วงตั้งแต่ 
ระยะตัวเต็มวัย > ไข่ตัวหนอน > ดักแด้ > ตัวเต็มวัยรุ่นต่อไป 

ข้อควรจำสำหรับการเลี้ยงด้วง
1.การได้หนอนของมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัยเป็นตัวกำหนด เช่น สภาพอากาศ อุณหภูมิ วิธีการเลี้ยงดู
2.ด้วงที่เกิดจากครอกเดียวกันไม่ควรนำมาผสมซ้ำกันเกิน2รุ่น เพราะหากยิ่งใช้รุ่นเดียวกันผสมกันไปหลายรุ่นยีนส์ด้อยจะยิ่งเด่นชัดมากขึ้น เท่านั้น